| |
 |
จุดเริ่มต้นของการเดินทางของทีมงานโลก 360 องศาในครั้งนี้ คงเกิดจากความต้องการเรียนรู้โลกกว้างให้ได้หลากมุมมากที่สุดเท่าที่ปัจจัยรอบด้านจะอำนวยให้พวกเรา และจากประสบการณ์หลายต่อหลายครั้งที่เราได้เดินทางไปยังปลายทางแปลกใหม่หลายแห่ง เรามักพบคำตอบที่คล้ายๆกันว่า ที่ผ่านมาเรายังรู้เกี่ยวกับปลายทางนั้นน้อยเกินไป หรือแม้กระทั่งบางเรื่องที่เราคิดว่าเรารู้แล้ว แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่จะสามารถรู้ครบทุกด้านได้เลย เราจึงมีความตั้งใจมาโดยตลอดว่า หากมีโอากาสพวกเราจะพยายามไปนำเอาข้อมูลใหม่ๆมาเพิ่มเติมให้กับคุณผู้อ่านอยู่เรื่อยๆ และอยากจะย้ำไว้เสมอว่า ไม่มีอะไรเป็นข้อสรุปที่ตายตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เปลี่ยนไปทุกวันอย่างเช่น “โลก” |
|
ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก หนึ่งในทีมงานโลก 360 องศาให้ข้อมูลกับเราว่าช่วงนี้ได้รับ Forward mail เกี่ยวกับประเทศอิสราเอลจากเพื่อนหลายคน ซึ่งเป็นข้อมูลด้านลบของประเทศนี้ เป็นเหตุให้เราตั้งสมมติฐานเบื้องต้นขึ้นมาก่อนเลยว่า ข้อมูลที่ได้รับนั้นเป็นข้อมูลเพียงหนึ่งด้านเท่านั้น ดังนั้นเราน่าจะได้มีโอกาสเดินทางไปค้นหาคำตอบ หรือไปสอบถามข้อเท็จจริงจากชาวอิสราเอลให้รู้กันไปเลย คิดได้ดังนั้นพวกเราก็ไม่รีรอ ทีมงานส่วนหนึ่งเริ่มรวบรวมข้อมูลจากหลายๆแหล่ง ในขณะที่อีกฝ่ายก็ติดต่อประสานงาน ขออนุญาตไปถ่ายทำรายการที่ประเทศดังกล่าว ประเทศที่หลายคนเข้าใจว่าอันตรายเกินกว่าจะเดินทางไปถึงได้ และไม่น่าจะมีการอนุญาตให้ถ่ายทำสารคดีได้ (ในขณะที่นั่งเขียนบทความฉบับนี้อยู่พวกเรากลับมาถึงเมืองไทยอย่างปลอดภัย โดยไม่มีอันตรายใดๆอย่างที่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย และทำให้เราตระหนักเพิ่มขึ้นว่า ยังมีข้อมูลอีกหลายด้านที่คนไทยควรทำความรู้จักกับประเทศนี้) |
กระบวนการขอเอกสารการเดินทาง ทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า หากคนไทยต้องการเดินทางไปประเทศอิสราเอลนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอย่างที่เราวิตกกันในตอนแรก เพียงแต่กระบวนการและขึ้นตอนอาจมีความละเอียดกว่าที่อื่นๆอยู่สักหน่อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากมาตรการรักษาความปลอดภัยของประเทศนี้ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าสูงติดอันดับต้นๆของโลก ซึ่งอาจสร้างความไม่สะดวกกับการไปติดต่อประสานงานในครั้งแรกๆ แต่ถ้าทำใจคิดให้เป็นกลาง เราก็จะเข้าใจถึงเหตุผล และมองเห็นถึงข้อดีของกระบวนการที่ค่อนข้างละเอียดซับซ้อนดังกล่าว
|
| |
 |
| |
บางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าประเทศไทยกับอิสราเอลนั้นมีความสัมพันธ์ทางการฑูตกันมายาวนานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งก็สถานฑูตอิสราเอลอยู่ในประเทศไทยมาหลายปีแล้วเช่นกัน ในแต่ละปีก็จะมีผู้คนไปมาหาสู่กันจำนวนไม่น้อยเลย มีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลมาเที่ยวเมืองไทยปีละหลายแสนคน และก็มีคนไทยไปทำงานที่อิสราเอลเป็นหมื่นคน มิหนำซ้ำยังมีสายการบินที่บินตรงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอลที่เปิดให้บริการมาหลายปีแล้วเช่นกัน |
การเดินทางไปทำความรู้จักประเทศอิสราเอลของพวกเราในครั้งนี้ ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากสถานฑูตอิสราเอลประจำประเทศไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านฑูตยาเอล และคุณอ้อม) ที่ช่วยให้ข้อมูลและแนะนำการเตรียมตัวให้กับพวกเราเป็นอย่างดี จึงทำให้การเดินทางค่อนข้างพร้อมและไม่มีปัญหาติดขัดแต่ประการใดๆ |
การเดินทางประมาณสิบชั่วมองเศษๆ ด้วยสายการบินประจำชาติอิสราเอลที่ชื่อว่า El Al Israel airlines (ออกเสียงแบบไทยๆว่า เอล อัล อิสราเอล แอร์ไลนส์) นำพวกเราจากกรุงเทพฯบินตรงสู่ท่าอากาศยานของนครเทลอาวีฟโดยสวัสดิภาพ โดยปกติแล้ว ค่าตั๋วชั้นประหยัดแบบไป-กลับก็จะตกที่นั่งละ 30,000 – 45,000 บาท เอาเป็นว่าหลังจากติดตามเรื่องราวของประเทศนี้แล้ว แล้วนึกอยากจะเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ตรงด้วยตัวเอง ก็น่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว เพราะเราทราบมาว่าช่วงนี้ เขามีโปรโมชั่นพิเศษ โดยตั๋วไป-กลับ ราคาประมาณ 18,000 บาท ถ้าใครสนใจก็ลองโทรไปถามรายละเอียดได้ที่สายการบินเอล อัลเขาได้โดยตรง เพราะเขามีตัวแทนอยู่ที่กรุงเทพฯนี่เอง เบอร์โทรศัพท์ 02-249-8818-9 หรือ 02-6716145-6 ส่วนใครที่ยังรู้สึกกังวลหรือไม่แน่ใจ ก็ลองมาเรียนรู้ประเทศนี้ไปพร้อมๆกับเราก่อนก็ไม่เสียหลาย |
| อิสราเอลนั้นเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีพรมแดนติดกับประเทศเลบานอน, ซีเเรีย, จอร์แดน และอียิปต์ รูปร่างของประเทศค่อนข้างแคบและยาว ทอดตัวจากเหนือลงใต้ มีความยาวจากเหนือจรดใต้ประมาณ 470 กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดของประเทศก็วัดได้ประมาณ 135 กิโลเมตร กล่าวได้ว่าเป็นประเทศที่มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ถ้าเทียบกับศักยภาพในแต่ละด้านแล้ว จะเห็นชัดว่าขนาดของประเทศไม่ได้เป็นข้อจำกัดใดๆเลย ยิ่งถ้าเราเจาะลึกลงไปในรายละเอียดว่าพื้นที่เล็กๆของประเทศนี้ กว่าครึ่งนั้นเป็นทะเลทราย ก็จะเห็นได้ชัดขึ้นว่าน่าจะเหลือพื้นที่ให้อยู่อาศัยและทำมาหากินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าประเทศนี้คือผู้ผลิตและส่งออกพืชผักผลไม้รายใหญ่ในตลาดยุโรป (เขาทำได้อย่างไรนั้น เราจะนำมาเล่าให้ฟังกันในตอนต่อๆไป) นอกเหนือจากส่วนที่เป็นทะเลทรายแล้วก็ยังมีบางส่วนที่เป็นหุบเขาและป่าไม้ที่สมบูรณ์ทำให้เกิดเป็นทะเลสาปน้ำจืดกาลิลี (Galilee) ที่ถือว่าเป็นแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติเพียงแหล่งเดียวที่ส่งน้ำไปเกือบทั้งประเทศ ที่ใช้คำว่าแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาตินั้น ก็เพราะว่า ลำพังน้ำจืดจากทะเลสาปแห่งเดียวนั้นไม่เพียงพอต่อการใช้งานตลอดทั้งปี คนที่นี่เขาจึงต้องพยายามหาน้ำจืดมาจากแหล่งอื่นๆด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขุดเจาะบ่อบาดาลในทะเลทรายที่ใช้ต้นทุนมหาศาล หรือแม้แต่การน้ำทะเลที่เอามาผ่านกระบวนกลายเป็นน้ำจืด เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานทั้งประเทศ นอกจากทะเลสาปน้ำจืดแล้ว ที่นี่ยังมีทะเลสาปน้ำเค็มที่ตั้งอยู่ต่ำที่สุดในโลกอย่างทะเลสาป เดดซี (Dead sea) และแม้ว่าจะไม่ได้ใช้น้ำจากทะเลสาปนี้ แต่ประเทศอิสราเอลก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการขุดเอาโคลนในทะเลสาปมาทำเป็นเครื่องสำอางส่งไปขายทั่วโลก |
|
อากาศโดยทั่วไปจะค่อนข้างร้อน มีฝกตกลงมาบ้างในเดือนพฤศจิกายน ถึงมีนาคม แต่ก็เป็นปริมาณเพียงน้อยนิดเท่านั้น เมื่อเทียบกับความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศ น้ำจึงเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากสำหรับชาวอิสราเอล เราจึงมักจะเห็นว่าชาวอิสราเอลใช้น้ำทุกหยดอย่างคุ้มค่าและต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะเห็นได้ชัดในภาคการเกษตรที่เราจะนำมาเล่าให้ฟังในตอนต่อๆไปอีกเช่นก้น
|
เมื่อกล่าวถึงประชากรของประเทศอิสราเอล ที่คนทั่วไปมักเรียกว่า “ยิว” และก็มีคนไม่ใช่น้อย ที่เข้าใจผิดว่าประชากรของประเทศอิสราเอลว่า “ชาวยิว” ซึ่งอันที่จริงแล้ว ต้องเรียกว่า “ชาวอิสราเอล” จึงจะถูกต้อง ส่วนคำว่า “ชาวยิว” นั้นเป็นคำเรียกชนชาติเดิมที่มีรกรากในดินแดนแถบนี้ โดยนับถือศาสนายูดาห์ และปัจจุบันนี้ ชาวยิว มีอยู่ทั่วโลก โดยอาจเป็นประชากรของประเทศใดก็ได้ ไม่เฉพาะแค่อิสราเอลเท่านั้น ซึ่งถ้าใครเคยได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวมาบ้าง ก็จะทราบว่าชนชาตินี้มีความเป็นมายาวนานหลายพันปีก่อนคริสต์กาล และเคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ จนกระทั่งมีเหตุให้ต้องล่มสลายลงไป ทำให้ชนชาติยิวต้องกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลก กระทั่งเมื่อมีการสถาปนารัฐอิสราเอล (State of Israel) ขึ้นมาเป็นประเทศใหม่ เมื่อปี ค.ศ. 1948 ชาวยิวจากทั่วทุกมุมโลก จึงเดินทางกลับมาอาศัยรวมกันอยู่ที่นี่ โดยการกลับมารวมตัวกันในครั้งนั้น ชาวอิสราเอลที่ไปเติบโตในประเทศอื่นๆก็นำเอาวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆติดตัวกลับมาด้วย ส่งผลให้ชาวอิสราเอลในปัจจุบันเป็นชนชาติที่มีวัฒนธรรมอันเกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมจากหลากหลายเชื้อชาติเข้าด้วยกัน |
ภาษาอังกฤษสามารถใช้ได้อย่างสบายที่ประเทศนี้ เพราะเกือบทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ แม้ว่าภาษาราชการจะเป็นภาษา ฮิบรูว์ และภาษาอารบิค ก็ตาม |
ประชากรส่วนใหญ่มักอาศัยรวมกันอยู่ในเมืองหลวง มีบางส่วนอาศัยอยู่ในชนบท โดยจะรวมกลุ่มกันคล้ายๆกับสหกรณ์ในบ้านเรา แต่ที่นั่นจะเรียกว่า “คิบุตช์” และ “โมชาฟ” ซึ่งทั้งสองรูปแบบจะแตกต่างกันไปในรายละเอียดของการแบ่งปันผลประโยชน์ แต่หลักการโดยรวมคือการรวมกลุ่มกันเพื่อช่วยกันทำมาหากินแบบพึ่งพาอาศัยกันอย่างมีกติกานั่นเอง
|
| แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีเมืองสำคัญๆอยู่หลายเมืองด้วยกัน อย่างเช่น นครเทลอาวีฟ (Tel Aviv) ที่เป็นศูนย์กลางความเจริญเกือบทุกด้าน จนมีบทบาทมากกว่าเมืองหลวงอย่างกรุงเยรูซาเลมด้วยซ้ำไป ชาวอิสราเอลเรียกนครเทลอาวีฟว่าเป็นเมืองแห่งสีสัน ชีวิตชีวาที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเป็นเมืองที่หมุนไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา |
| |
 |
|
กรุงเยรูซาเลม (Jerusalem) ที่มีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่ตั้งของรัฐบาลและสถานที่ราชการเท่านั้น แต่เมืองนี้ยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวยิวทั่วโลกมานานหลายพันปี นอกจากนั้นแล้ว คริตศาสนิกชนเองก็ยังให้ความเคารพว่ากรุงเยรูซาเลมคือสถานที่ที่พระเยซูทรงเทศนาและสิ้นพระชนม์ ในขณะที่ชาวมุสลิมมีความเชื่อว่าที่นี่เป็นสถานที่ ซึ่งศาสดาโมฮัมหมัดทรงเสด็จสู่สวรรค์ ดังนั้น คงจะไม่มีเมืองไหนในโลกอีกแล้ว ที่จะมีความสำคัญและสามารถเชื่อมโยงความเชื่อทางศาสนาได้ถึง 3 ศาสนาด้วยกัน
|
เมืองไฮฟา (Haifa) เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีต ด้วยการเป็นเมืองท่าที่สำคัญทางด้านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ที่สำคัญทางภาคเหนือของประเทศ |
เมือง เบียร์ เชวา(ฺBe’er Shava) เป็นอีกหนึ่งเมืองเก่าแก่ที่มีชื่อปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล มีศิลปะวัฒนธรรมเก่าแก่ที่น่าดูชม ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการปกครองในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศด้วยเช่นกัน
|
อิสราเอลมีความภูมิใจว่าเป็นประเทศมีประชาธิปไตยค่อนข้างสูง โดยมีการแบ่งการอำนาจปกครองเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ |
|
มองตัวเลขทางการค้าของประเทศนี้ ถือว่าสูงอยู่มากทีเดียว เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานการผลิตตามธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่คนอิสราเอลได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าธรรมชาติเป็นเรื่องที่สามารถควบคุมได้ด้วยมันสมองของมนุษย์ และมันสมองของชาวอิสราเอลนี่เองที่ถือได้ว่าเป็นต้นทุนสำคัญอันมีค่ามากกว่าทรัพยากรธรรมชาติใดๆทั้งสิ้น เพราะช่วยสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับประเทศ และพัฒนาให้อิสราเอลรุดหน้าไปกว่าประเทศอื่นๆในระยะเวลาอันรวดเร็วมาก |
เท่าที่เกริ่นมาแล้วนั้น หลายท่านคงพอจะเห็นภาพแล้วว่าประเทศนี้มีความน่าสนใจมากเพียงใด และเรื่องราวของคนในประเทศนี้ก็น่าสนใจอย่างมากทีเดียว และก็ยังมีเรื่องราวอีกหลายแง่มุมเหลือเกินที่เราอยากจะนำมาแบ่งปันกัน เอาเป็นว่าเราหยิบยกมาเล่าให้ฟังกันทุกวันศุกร์ตลอดทั้งเดือนนี้ และยังมีอีกหลายภาพที่เราไม่สามารถบอกเล่าได้หมดด้วยตัวอักษร เราขอยกยอดไปให้ชมกันทางรายการโทรทัศน์ก็แล้วกัน ลองติดตามชมกันได้ทุกเสาร์ เวลา 21.30 -22.00 น. ทางช่อง 5 |
|
|