| |
 |
คำว่า “เกษตรไร้พรมแดน” ที่เราจะนำมาขยายความให้ฟังในวันนี้ เพื่อจะสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของชาวอิสราเอล และที่มักจะคิดและพัฒนาไปข้างหน้าเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการคิดไปแบบไม่จำกัดวงความคิดแบบเดิมๆ เรียกได้ว่า เขาไม่ยอมจำกัดขอบเขตทางความคิดสำหรับตัวเอง และเมื่อเริ่มต้นด้วยการไม่จำกัดขอบเขต ก็ทำให้คนของเขากล้าที่จะคิด และขยันที่จะคิดอยู่ตลอดเวลา จึงนำมาสู่อะไรใหม่ๆอยู่เสมอ ลองคิดกันง่ายๆว่า ถ้าคนอิสราเอลเริ่มต้นจากการคิดว่า ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของตนนั้นไม่เหมาะกับการทำเกษตรกรรม (เพราะน้ำท่าค่อนข้างขาดแคลน ขืนเอาน้ำไปรดต้นไม้ คงไม่เหลือให้กินให้ใช้กันพอดี) ทุกวันนี้คนอิสราเอลคงต้องลำบากวิ่งไปซื้อหาพืชผักผลไม้จากต่างประเทศมากินกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พวกเขากลับมีความคิดว่า หากเขาต้องการพืชมาเป็นอาหาร เขาก็จะต้องปลูกมันให้ได้ ถ้าน้ำท่าไม่อุดมสมบูรณ์เท่าประเทศอื่น ก็ต้องใช้น้ำที่มีอยู่ให้คุ้มค่ากว่าคนอื่น ถ้าน้ำไม่พอก็ต้องหาน้ำมาให้ได้ หลังจากหาน้ำมาได้ ก็ต้องใช้น้ำให้พอดี เขาเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้นิสัยของพืชแต่ละชนิด ว่าต้องการน้ำเท่าไร ต้องให้น้ำบ่อยแค่ไหน และพืชนั้นๆต้องการน้ำช่วงอายุเท่าไหร่บ้าง ถ้าต้องการน้อย ก็ให้น้ำน้อย ต้องการมาก ก็ให้น้ำมาก ในเมื่อน้ำหามาได้ยากก็ต้องให้เท่าที่จำเป็น ผลผลิตที่ออกมา ก็ได้พืชผักที่มีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าการปลูกในประเทศที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์เลยแม้แต่น้อย (บางชนิดมีคุณภาพดีกว่าด้วยซ้ำไป) เมื่อเขาคิดและทำได้ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือเขาสามารถลดการนำเข้าพืชผักจากต่างประเทศ มิหนำซ้ำยังผลิตจนส่งออกได้อีกด้วย นี่คงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการคิดนอกกรอบและคิดไปข้างหน้าแบบคนอิสราเอล |
|
เราไม่ได้กำลังชี้นำทางความคิดว่าคนอิสราเอลเก่ง และดีเลิศที่สุดในโลก และเราจะต้องเลียนแบบเขาไปซะทุกอย่าง เพียงแต่เรากำลังหยิบยกเอาเรื่องดีๆของเขามาเล่าสู่กันฟัง บางครั้งอาจเป็นประโยชน์กับหลายคน ในการสร้างแรงบันดาลใจให้เอาชนะเงื่อนไขหลายๆอย่างในการดำเนินชีวิต เพราะบ้านเราเองก็มีปัญหาด้านการเกษตรอยู่มิใช่น้อย ที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ ก็คงเป็นเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตร ที่มีปัญหาคราวใดก็มีอันต้องออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยโน่นช่วยนี่กันเป็นการใหญ่ บางครั้งเราซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ภายนอก ก็แอบนึกสงสัยอยู่ในใจเหมือนกันว่าปัญหาที่เจอในแต่ละปีก็เป็นปัญหาเดิมๆทั้งนั้น แล้วไฉนเลยปัญหานั้นจึงได้เกิดซ้ำในปีถัดไปได้อีก.... |
กลับมาว่ากันต่อที่เรื่องของชาวอิสราเอล เผื่อว่าจะมีตรงไหนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบ้านเราได้ เราอยากจะเล่าให้ฟังว่า เขาไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรนัก(หรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้) เพราะเขาวางแผนการผลิตกันตั้งแต่ก่อนลงมือปลูกพืช เขาคิดกันล่วงหน้าว่าพืชชนิดใด ควรออกสู่ตลาดช่วงไหน จะได้ราคาดีสุด และที่สำคัญเขาเน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ทำให้ประเทศกึ่งทะเลทรายแห่งนี้กลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ไปสู่ตลาดยุโรปได้ ส่วนเรื่องกำลังการผลิตก็ค่อนข้างหายห่วง เพราะมีเครื่องมือเครื่องจักรที่ทันสมัย และมีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับทุกขั้นตอนการผลิต จะมีบ้างบางส่วนที่ยังคงต้องใช้แรงงานคน เขาก็ยังใช้กันอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยนี่แหละที่ไปทำงานอยู่ที่นั่น ส่วนคนของเขาเอง เขาก็ให้ไปทำงานในส่วนที่สำคัญและได้ประโยชน์กับชาติบ้านเมืองของเขามากกว่า |
| |
ที่เกริ่นให้ฟังตอนแรกที่ว่า เขาทำความรู้จักกับพืชก่อนที่จะลงมือปลูกพืชแต่ละชนิดนั้น เป็นสิ่งที่เราได้ไปเห็นมาด้วยตนเอง โดยอิสราเอลมักจะเริ่มต้นจากให้ฝ่ายการตลาดวิเคราะห์ว่าพืชชนิดใดที่มีศักยภาพทางการตลาดสูง ก็จะส่งมาให้หน่วยงานวิจัย เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ และหาคำนวณหาตัวแปรที่จะมีผลกับการเติบโตและคุณภาพของพืชชนิดนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ดอกไม้เมืองหนาวที่มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด คนอิสราเอลก็สามารถปลูกให้งอกงามได้ ภายในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม แต่หลังจากที่ออกจากโรงเรือนเพื่อขนส่งต่อไป ก็จะมีข้อจำกัดว่าต้องขนส่งไปอย่างรวดเร็วและระยะทางต้องไม่ไกลมากนัก ซึ่งเขาก็เห็นว่าถ้าเขาพัฒนาสายพันธุ์ให้กลีบดอกมีความแข็งแรงมากขึ้น เขาก็จะขนส่งไปได้ไกลขึ้น และก็จะขยายตลาดได้มากขึ้นในที่สุด |
ส่วนเรื่องการปลูกนั้น จะไล่ลำดับให้ฟังคร่าวๆดังนี้ คือหลังจากที่เขาทราบความต้องการของตลาดแล้ว เขาก็จะวางแผนเพาะปลูกเป็นรายปี ซึ่งจะทำให้เขาวางแผนการใช้น้ำในหมู่เกษตรกรด้วยกันได้อย่างแม่นยำ เพราะอย่าลืมว่าน้ำของเขาหายากมาก จะต้องใช้อย่างระมัดระวัง ซึ่งถ้าหากเป็นน้ำจืดเขาก็ได้มาจากแหล่งเดียวคือทะเลสาปกาลิลี ที่อยู่ทางตอนเหนือ ส่งผ่านท่ออัดแรงดันไปยังพื้นที่แห้งแล้งทางตอนใต้ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอกับการใช้งาน ทำให้บางพื้นที่ต้องขุดเอาน้ำใต้ดินขึ้นมาเสริม ซึ่งต้นทุนค่าเจาะบ่อบาดาลกลางทะเลทรายก็คงจะเดาได้ว่ามากมายมหาศาลอยู่ทีเดียว โดยน้ำที่เอามาใช้ในการเกษตรก็จะนำมาเก็บไว้ที่เดียวกัน และวางท่อส่งไปยังแปลงปลูกของเกษตรกรแต่ละราย ซึ่งก็จะต้องวางแผนกันล่วงหน้าว่าใครจะใช้น้ำวันไหนบ้าง ส่วนเกษตรกรเองก็ต้องรู้ว่าพืชของตนในแต่ละแปลง ในแต่ละช่วงอายุ ต้องการน้ำในปริมาณเท่าไหร่ จะได้ให้แต่พอดี ไม่มีการเหลือทิ้ง |
ในเรื่องระบบการให้น้ำกับพืชนั้น อิสราเอลได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีระบบ micro irrigation ของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะเขาศึกษาว่าพืชแต่ละชนิดต้องการน้ำปริมาณเท่าใด และดินที่ใช้ปลูกซึมน้ำได้เร็วแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ดินที่นั่นเป็นทรายละเอียด พอให้น้ำลงไป ก็จะไหลผ่านชั้นรากพืชไปอย่างรวดเร็ว จนรากพืชอาจดูดซับไว้ไม่ทัน ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำลงไปพรวดเดียว แค่ปล่อยน้ำผ่านระบบน้ำหยดหรือสปริงเกลอร์เล็กๆ ให้น้ำค่อยๆไหลลงไป รากพืชก็จะมีเวลาดูดซับน้ำได้ทัน และก็จะมีน้ำที่สูญเสียไปน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย นอกจากนั้นแล้วหากนำพืชขึ้นมาปลูกในภาชนะปลูกที่แยกจากพื้นดิน และมีรางรองรับน้ำที่เหลือจากพืชใช้งาน ก็จะสามารถนำน้ำนั้นกลับมารดต้นไม้ได้อีกรอบ เรียกได้ว่าใช้ประโยชน์ได้หมดจนหยดสุดท้ายเลยทีเดียว |
| เกือบทั้งหมดในกระบวนการเกษตรของอิสราเอลมักจะควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติ โดยวาล์วน้ำจะถูกสั่งเปิดจากคอมพิวเตอร์ ทันทีที่เครื่องวัดความชื้นในดินรายงานว่าพืชต้องการน้ำ และเครื่องพ่นหมอกจะปล่อยละอองน้ำในโรงเรือนเมื่อตัววัดความชื้นรายงานว่าอากาศเริ่มแห้งเกินไป ส่วนพัดลมดูดอากาศตัวโตก็จะทำงานทันทีที่ความชื้นภายในโรงเรือนมากเกินกว่าความต้องการของพืช เรียกได้ว่าพืชต้องการอะไรเขาก็สนองได้หมด แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผลผลิตออกมามีคุณภาพดีได้อย่างไร แถมยังออกมาถูกช่วง ถูกเวลาที่ตลาดต้องการ จึงสร้างผลตอบแทนได้อย่างงามเลยทีเดียว |
| |
 |
| |
เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนไทย เพราะเรามักจะเคยได้ยินมาว่ามีคณะนักวิชาการหรือเกษตรกรไทยเดินทางไปดูงานด้านเทคโนโลยีทางการเกษตรที่อิสราเอลอยู่บ่อยครั้ง แต่เราไม่ค่อยจะได้เห็นภาพที่ชัดเจน ว่าสิ่งเหล่านั้นได้ถูกนำมาใช้งานจริงหรือนำมาพัฒนาระบบการเกษตรของไทยได้ โดนส่วนหนึ่งนั้น อาจเป็นเพราะว่าเทคโนลียีดังกล่าวมีต้นทุนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับราคาผลผลิตสินค้าเกษตรไทย หรือบางทีเราอาจจะคุ้นชินกับการที่มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์จนเกินไป จนไม่ต้องกังวลว่าจะต้องวางแผนการใช้น้ำ พอไม่กังวลก็ไม่มีอะไรต้องคิดมาก พอไม่ต้องคิดมากก็เลยไม่ชินที่จะต้องคิดเรื่องอื่นๆไปด้วย แล้วก็จะมาคิดมากอีกทีก็ตอนที่จะขายผลผลิตนั่นแหละ ซึ่งอันที่จริงแล้ว เราชื่อว่า คนไทยถ้าคิดจะทำอะไรแล้ว ทำได้ทุกอย่างแหละ ขึ้นอยู่กับว่าจะทำมันเมื่อไหร่เท่านั้นเอง |
| |
ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีทางการเกษตรอย่างเดียวที่เราควรเรียนรู้จากอิสราเอล ยังมีเทคโนโลยีอีกหลายอย่างที่มาจากมันสมองและวิธีคิดแบบอิสราเอล ซึ่งเราคงได้มีโอกาสนำมาเล่าให้ฟังในตอนต่อๆไป ส่วนใครที่อยากเห็นภาพว่าคนอิสราเอลเขาคิดและเขาทำการเกษตรกันอย่างไร ก็ลองติดตามชมรายการโลก 360 องศาได้ทาง ททบ. 5 วันเสาร์นี้ เวลา 21.30 -22.00 น. |
|